วิธีเลือกเครื่องบดกาแฟในแบบ THE ALISONS

 

 

“ซื้อเครื่องบดกาแฟเครื่องนึง ควรดูอะไรบ้าง?”

  • HIGHLIGHT : 

    • – ปัจจัยที่ทำให้เครื่องบดกาแฟ มีราคาสูง 4 ข้อ นั่นคือ รสชาติ, ความเร็ว, การใช้งาน และ วัสดุ
    • – เครื่องบดแบบ Stepless คืออะไร ทำไมหลายคนบอกว่าดีกว่า…
    • – เครื่องบดแบบ Stepless เป็นเครื่องบดที่เราจะสามารถปรับเฟืองบดได้ถี่มากกว่าเครื่องบดแบบ Step ซึ่งตัวล๊อคจะเป็นร่องหรือรู แล้วแต่แบรนด์ ยกตัวอย่างเช่น สมมุติหากเราชงกาแฟออกมา 2 oz. เวลา 25 วินาที แต่เราอยากได้ 26 วินาที เครื่องบดแบบ Step จะทำได้ที่ 27 วินาที เลยครับ เพราะไม่สามารถ ปรับได้ถี่เท่า Stepless ครับผม

__________________________________

 

          จากบทความที่แล้ว เราได้พูดถึงเรื่องการเลือกเครื่องชงกาแฟที่ใช้สำหรับร้านกาแฟ ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงอุปกรณ์คู่หูกับเครื่องชงกาแฟสด นั่นก็คือ เครื่องบดกาแฟนั่นเองครับ โดยทั่วไปแล้วเรามักจะมองเครื่องชงกาแฟเป็นหลัก แต่จริง ๆ แล้ว ผมอยากให้คิดถึงเครื่องบดกาแฟด้วย เพราะก่อนที่เมล็ดกาแฟจะผ่านเครื่องชงได้ ต้องถูกบดมาก่อนเสมอ คราวนี้เราจะเลือกซื้อเครื่องบดอย่างไร ทำไมบางเครื่องถึงราคาสูงถึงขนาดซื้อเครื่องชง 2 หัวกรุ๊ปได้เลย

          บทความนี้จะขอแนะนำว่า หากเราต้องการซื้อเครื่องบดกาแฟ เพื่อที่จะต้องมาทำกาแฟสดขาย เราควรดูอะไรบ้าง แต่ละแบบราคาประมาณเท่าไหร่ และจะมีตารางราคาเครื่องบด ตามสเปคเครื่องให้ดูคร่าว ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจเลือกซื้อนะครับ ในบทความนี้จะไม่ได้ได้พูดถึงเครื่องบดประเภท Retail Grinder หรือบางคนเรียก Shop Grinder นะครับ ส่วนใหญ่เราจะเห็นใน super market เอาไว้บดกาแฟขายให้ลูกค้าที่ซื้อเมล็ดกลับบ้าน…เช่นเคยครับ บทความนี้เราอยากให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์สูงสุด ได้เข้าใจเกี่ยวกับเครื่องบดต่าง ๆ และเลือกใช้เครื่องตามความเหมาะสมกับงบและการทำงานของเราครับ เรามาดูกันดีกว่าว่าควรจะมองอะไรจากเกี่ยวกับเครื่องบดบ้าง

1 . ประเภทเฟืองบด

ประเภทเฟืองบด เรื่องนี้ผมว่าเป็นอันดับแรกเลยครับ ที่เราควรคำนึงถึง…ส่วนประเภทของเฟืองบดนั้น มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 แบบครับ

1.1 Blade หรือ ใบมีด แต่จริงๆ แล้ว ประเภทใบมีดนั้นไม่ใช่เฟืองนะครับ แต่ที่ยกมาพูดถึงเพราะผมคิดว่า น่าจะมีบางท่านได้เห็นการบดประเภทนี้ จะได้เข้าใจพร้อมๆกันไปเลย หากถามว่าบดกาแฟได้ไหม ก็ตอบไปตามตรงว่าบดได้ครับ แต่ข้อเสียก็คือ ผงกาแฟที่ได้นั้นจะไม่มีความสม่ำเสมอกันเลย หากเราใช้ในการชงกาแฟประเภท French Press หรือการชงแบบแช่แล้วกรองออก หรืออื่นๆ ที่ไม่ใช่เครื่องชงแบบแรงดัน ก็พอชงทานได้ครับ แต่รสชาติจะไม่เข้มข้นและกลมกล่อมเท่าไหร่นัก อาจจะจืดและขมไป เพราะมีผงละเอียดและหยาบปะปนกัน ยิ่งกาแฟสัมผัสน้ำมากแค่ไหน ก็จะดึงรสออกมามากขึ้นเท่านั้น รวมถึงความขมที่ออกมามากเกินไป หรือ ผงหยาบก็จะสัมผัสน้ำได้น้อยก็จะแทบไม่ดึงรสชาติกาแฟออกมาเท่าไหร่นัก ทีนี้หากมาใช้กับเครื่องชง Espresso Machine ที่ใช้แรงดันในการชงแล้วล่ะก็ แน่นอนครับ รสกาแฟที่ได้ จะจืดและไม่มีความเข้มข้นเลย เพราะน้ำจะผ่านกาแฟค่อนข้างไวมาก ๆ ครับ

1.2 Flat Burr จะมีลักษณะเป็นเฟืองบด 2 ชั้น แนวราบ การทำงานคือ เฟืองล่างจะเป็นตัวหมุน เฟืองด้านบนจะเป็นตัวที่เราปรับระดับขึ้นลง ยิ่งเราปรับเฟืองบดให้ชิดกัน กาแฟก็จะยิ่งละเอียดมากขึ้น เครื่องบดทั่วไปส่วนใหญ่จะใช้เฟือง Flat Burr ส่วนตัวผมข้อดีคือ ได้รสชาติที่จัดจ้านชัดเจน ส่วนข้อเสียคือ หากเฟืองบดเล็ก หรือ เครื่องบดมีรอบหมุนจัด ส่วนมากกาแฟจะบดออกมาแล้วผงติดกัน ทีนี้หากเราไม่กระจายกาแฟในก้านชงดี ๆ แล้วล่ะก็ กาแฟก็จะติดรวมกัน พอเราสกัดช็อตกาแฟ ก็จะทำให้เกิด Channeling ได้ครับ การเกิด Channeling เกิดขึ้นจากการกระจายผงกาแฟในก้านชงได้ไม่ดี พอเราแทมป์กาแฟบางส่วนแน่น บางส่วนโปร่ง น้ำจึงไหลไปอีกทางที่ง่ายกว่า ทีนี้กาแฟก็จะถูกสกัดไม่ทั่วถึง รสที่ได้ก็จะขม เนื่องจากน้ำไหลผ่านที่เดิมซ้ำ ๆ จนสกัดรสขมหรือรสที่ไม่พึงประสงค์ออกมา และเนื้อสัมผัสไม่เข้มข้น หรือที่เรียกกันว่า ฺBody น้อย ก็เพราะกาแฟไม่ถูกสกัดครบทั้งหมดที่เราใส่ผงกาแฟลงไป ยกตัวอย่างเช่น เราใส่กาแฟไปทั้งหมด 18 g. อาจจะถูกสกัดเพียงแค่ 15 g. เนื่องจากอีก 3 g. หนาแน่นเกินไป น้ำไหลผ่านไม่ได้ และจริงๆแล้ว กาแฟเพียงแค่ 1 g. เราอาจจะคิดว่าน้อย แต่เพียงแค่นี้รสชาติก็แตกต่างแล้วครับ ถ้าถามว่า เป็นแบบนี้ Flat Burr ก็ไม่ควรซื้อรึเปล่า…จริงอยู่ครับว่า ข้อเสียมันเป็นแบบนี้ แต่แบรนด์ดี ๆ นั้น เค้าได้ออกแบบลายเฟืองบดและเลือกใช้วัสดุเฟืองที่ดี และความเร็วรอบอย่างเหมาะสม ทำให้ข้อเสียแบบนี้มีน้อยจนน้อยที่สุด แต่ก็นั่นแหละครับ ราคาก็จะสูงขึ้นไป Flat Burr ที่ราคาสูงที่สุดในการใช้บนบาร์กาแฟที่ผมเคยใช้ ราคาประมาณ 120,000 บาท สามารถซื้อเครื่องชง Heat Exchange 2 gr. ได้เลย แต่ก็ต้องยอมรับว่า มันดีจริง ๆ ครับ เมื่อเราพูดถึงข้อเสียแล้ว ผมคงต้องพูดถึงข้อดีกันบ้าง ข้อดีของการเลือกเครื่องบดแบบ Flat Burr ก็คือ ตอนที่เราปรับเบอร์บดกาแฟ ตัวเครื่องจะปรับหาระดับที่เราต้องการง่ายมาก ๆ และที่สำคัญคือเราจะสูญเสียกาแฟที่ค้างอยู่ในเฟืองบด เพียง 5 – 15 g. ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของเฟืองบดด้วยครับ

1.3 Conical Burr หรือเฟืองบดแบบกรวย การทำงานเหมือนกับ Flat Burr คือ เฟืองล่างจะเป็นตัวหมุน เฟืองบนจะเป็นตัวปรับระดับขึ้นลง ข้อดีของเฟืองบดแบบนี้คือ ผงกาแฟที่บดออกมาจะได้ผลึก หรือ Particle Size ที่ขนาดใกล้เคียงกันมากกว่า Flat Burr ถ้าใครเคยจับผงกาแฟจาก Conical Burr จะรูู้สึกว่ามันหยาบ เพราะว่า ผงกาแฟที่ถูกบดออกมามีความสม่ำเสมอ จึงแทบไม่มีส่วนที่ละเอียดมากๆ ถูกบดออกมาด้วย รสชาติที่ได้จะกลมกล่อม บอดี้ดี ความเปรี้ยวน้อยลง ส่วนข้อเสียคือ การปรับระดับหยาบละเอียดค่อนข้างยากกว่า Flat Burr มากครับ ยิ่งบาริสต้ามือใหม่ ได้จับเครื่องบด Conical ใหม่แกะกล่อง การเซตอัพระดับเฟืองบดประเภทนี้ค่อนข้างใช้ความชำนาญพอสมควร และอาจจะเปลืองกาแฟมาก แต่พอบดกาแฟพ้นระยะรันอินเครื่อง จนเฟืองบดมีความนิ่ง ก็จะง่ายขึ้นกว่าเดิมครับ และข้อเสียอีกอย่างคือ ด้วยความที่ เฟืองบดแบบ Conical ลักษณะเฟืองค่อนข้างใหญ่ จะทำให้ในการปรับเครื่องบดแต่ล่ะครั้ง เราอาจจะต้องสูญเสียกาแฟไป 20-60 g. ตามขนาดเฟืองเลยทีเดียวครับ

2. ขนาดเฟือง

          ขนาดของเฟืองที่พบในเครื่องบดทั่วไปก็จะมี 50 mm., 58 mm., 64 mm., 75 mm., 83 mm. ซึ่งเฟืองบด ยิ่งใหญ่ ยิ่งบดได้รวดเร็ว ส่วนเฟืองบดเล็กมักจะมีข้อเสียที่ตามมาอีกอย่างหนึ่งคือ ผงกาแฟจะติดเป็นก้อนง่ายมากกว่า และส่วนใหญ่ผงกาแฟที่ถูกบดออกมาจะไม่มีมีความสม่ำเสมอเท่ากับเฟืองบดตัวใหญ่ ส่วนเฟืองบดตัวใหญ่ ข้อเสียหลัก ๆ เลยคือ จะมีผงกาแฟค้างค่อนข้างเยอะ เกือบ ๆ เท่าตัว ของเฟืองบดตัวเล็กเลยครับ

 

3. วัสดุเฟืองบด

          วัสดุเฟืองบด เท่าที่ผมเคยเจอนะครับ จะมีหลัก ๆ อยู่ 3 แบบครับ        

3.1 Ceramic ข้อดีคือ มีความคม เฉือนเมล็ดกาแฟได้ดี และเฟืองจะร้อนช้า ส่วนข้อเสียคือ เปราะและสึกไว เฟืองก็จะไม่คม ส่วนใหญ่จะอยู่ในเครื่องบดมือ และ เครื่องบดไฟฟ้า แบบ Home Use ครับ

3.2 Steel หรือ เหล็กนี่แหละครับ เราจะเห็นได้เกือบทุกเครื่องบดเลย มีความแข็งแรง สึกกร่อนยาก และแต่ละแบรนด์ก็ใช้โลหะที่คุณภาพไม่เหมือนกัน ทำให้ความคม ความแข็งแรง และการสะสมความร้อนแตกต่างกันครับ

3.3 Titanium Coated (TiN) เฟืองบดสีทองที่เป็นโลหะเคลือบไททาเนียมนั้น ผลิตขึ้นมาให้การใช้งานของเฟืองบดมีความแข็งแรงมากขึ้น สึกกร่อนช้าลง และร้อนช้ากว่าแบบ Steel ทั่วไปมาก ๆ เลยครับ โดยปกติเฟืองบดทั่วไป ใช้กาแฟประมาณ 500 – 800 กิโลกรัม ประสิทธิภาพของเฟืองบดก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ แล้ว ส่วนเจ้า Ti Coated ประมาณ 1,000 – 1,500 Kg. ตอนนี้จะมีเฟืองบดชนิดหนึ่งชื่อว่า Red Speed Burr (RSB) ในแบบที่ผมเข้าใจง่าย ๆ นะครับ คือ ตัววัสดุการ Coated หรือเคลือบ นั้นเป็น Titanium Aluminum Nitride (TiAlN) และมีการผสม Tungsten Carbide (WC) เข้าไปด้วย ซึ่งเจ้า WC ถือได้ว่าเป็นวัสดุที่เป็นพระเอกวงการเครื่องมือตัดต่างๆ เพื่อให้ตัวเฟืองมีความแข็งแรง มีความคมที่ยาวนาน ทนความร้อนได้สูงมากเพิ่มขึ้นไปอีก ทางสังกัดเคลมมาว่าสามารถใช้ได้ 2,500 – 3,000 กิโลกรัม หรือ มากกว่านั้นเลยครับ ส่วนราคานั้นก็ไม่ได้กระโดดไปกว่า Ti Coated ซักเท่าไหร่ แต่ตอนนี้มีเพียงไม่กี่แบรนด์เท่านั้นที่ผลิตออกมา ส่วนตัวผมคิดว่าหลาย ๆ แบรนด์ ระดับ TOP ที่ยังไม่ผลิตออกมาในตอนนี้ คงเป็นเพราะวัสดุเฟืองบดของเค้านั้น ณ ตอนนี้ มีประสิทธิภาพที่ดีเพียงพออยู่แล้วครับ

 

Red Speed Burr (RSB)

Titanium burr

Tips.

– ความร้อนของเฟืองไม่สามารถทำให้กาแฟไหม้ได้นะครับ แต่หากเฟืองร้อน ตัวเฟืองจะขยายใหญ่ขึ้น ผงกาแฟที่บดมา จะมีผงละเอียด เล็ก ๆ ติดมาด้วย และบดกาแฟไม่นิ่ง ทำให้เมื่อเราชงกาแฟ จะทำให้น้ำกาแฟขมกว่าปกติครับ

 

– เฟืองบดต้องมีความคมเพื่อเอาไว้ตัดเมล็ดกาแฟ หากไม่คม เมล็ดจะถูกเสียดสีแทนการตัด ทำให้รสชาติเสียหายได้ รสที่ได้ก็จะขมๆ ทื่อๆ ไม่ค่อยมีความหวาน หรือ ความเปรี้ยวเหมือนเดิม ความข้นหนืดไม่มี ความข้นหรือ body ลดน้อยลง เราอาจจะดูได้จากการไหลได้อย่างเช่น ถึงแม้จะสกัดได้เวลาที่ดี แต่ครีม่าไม่ค่อยออกมา หรือ กาแฟไหลออกมาเป็นเส้นน้ำ ไม่มีเนื้อกาแฟออกมาด้วย หากใครใช้เครื่องบดมา ประมาณ 2 ปีขึ้นไป หรือ มากกกว่า 500 – 800kg. ผมแนะนำให้เปลี่ยนเฟืองบดนะครับ รสชาติที่ได้ก็จะเข้มข้นชัดเจน เหมือนตอนที่เราซื้อมาใหม่ ๆ เลยครับ หมั่นทำความสะอาดเฟืองบด เนื่องจาก จะมีผงกาแฟเก่าๆ หรือคราบน้ำมันจากเมล็ดกาแฟติดอยู่ในตัวเฟืองบด ส่วนวิธีการดูแลสามารถสอบถามทางบริษัทที่เราซื้อมาได้เลยครับ จริง ๆ แล้ว เครื่องบดแกะไม่ยาก แต่บางเครื่องตอนประกอบยากมาก ๆ ให้ช่างผู้ชำนาญทำให้ดีที่สุดครับ เพราะถ้าหากเราประกอบไม่ดี อาจะทำให้เครื่องเสียได้เลยครับผม

4. ความเร็ว

          ความสะดวกในการชงกาแฟส่วนหนึ่งมากจากความเร็วของเครื่องบดกาแฟครับ เฟืองยิ่งใหญ่ หรือความเร็วรอบจัด ก็จะยิ่งบดได้รวดเร็วมากขึ้น แต่เครื่องบดบางตัว เช่น แบรนด์จากเยอรมัน หรือ สวิสเซอร์แลนด์ ถึงแม้จะมีขนาดเฟืองเพียงแค่ 65 mm. แต่ก็บดได้รวดเร็วกว่าแบรนด์อื่น ๆ ที่มีขนาดเฟือง 75 mm. เลยครับ ข้อนี้ผมจะขอยกตัวอย่างเครื่องบดแบรนด์หนึ่งที่ผมเคยใช้มา ในการบดกาแฟ 18 – 20 g. ความละเอียดระดับ Espresso โดยใช้กาแฟคั่วกลางค่อนเข้ม (กาแฟคั่วเข้มจะใช้เวลาในการบดเยอะกว่า เนื่องจากเมล็ดมีน้ำหนักเบากว่ากาแฟคั่วอ่อน) ว่าจะใช้เวลาประมาณ กี่วินาทีกัน

Flat burr 58 mm. =  18 วินาที

Flat burr 64 mm. = 13 วินาที

Flat burr 75 mm.= 8 วินาที

Conical burr 63 mm. = 5 วินาที

Conical burr 71 mm. = 3 วินาที

          แต่ละแบรนด์ อาจจะมีขนาดเฟืองไม่เท่ากับในตัวอย่างที่ยกมา ลองเทียบขนาดใกล้ ๆ กันดูครับ เวลาจะไม่ค่อยต่างกันสักเท่าไหร่ นอกจากเครื่องบดบางแบรนด์หรือรุ่นนั้น ๆ พิเศษกว่าเครื่องบดทั่วไปครับ

 

5. ลายเฟืองบด รสชาติ และ ขนาดผลึกผงกาแฟ

          ทำไมแต่ละแบรนด์หรือแต่ละรุ่น รสชาติถึงได้แตกต่างกัน ลายเฟืองบดที่ดีจะทำให้ ผลึกที่ออกมามีความสม่ำเสมอมาก (Particle Size) เมื่อผงกาแฟมีขนาดสม่ำเสมอกัน รสที่ได้ก็จะดีไปด้วย เช่น ไม่เปรี้ยวเกินไป ไม่ขมเกินไป รสกลมกล่อม และมีบอดี้ที่ดี เครื่องบดแต่ล่ะแบรนด์ จะมีความคิดในการนำเสนอรสชาติที่แตกต่างกันตามรสนิยมของแต่ละแบรนด์ บางแบรนด์เน้นเข้มข้น รสชาติจัดจ้าน เปรี้ยวชัดกว่าแบรนด์อื่น หรือบางแบรนด์ก็เน้นความกลมกล่อม หอมหวาน แต่บอดี้อาจจะน้อยกว่า ซึ่งในระดับ Professional Barista จะมีเครื่อง Refractometer สำหรับ วัดค่า TDS หรือความเข้นข้นของน้ำกาแฟ เพื่อหาค่า % การสกัด ว่าสกัดกาแฟได้รสชาติมากน้อยแค่ไหน  ผมเคยพูดคุยกับท่านหนึ่งสมัยผมเรียนรู้เรื่องกาแฟได้ปีกว่าๆ ขออนุญาติเอ่ยนามนะครับ คือ พี่หมู Bottomless Espresso Bar ที่ผมขอเอ่ยชื่อพี่หมู เพราะส่วนตัวผมถือได้เลยว่า เค้าเป็น User ขนานแท้เลยครับ ไม่เน้นว่าแบรนด์ไหน ลองมาทุกแบรนด์เกือบทุกรุ่น รุ่นไหนที่เค้าว่า TOP ลองซื้อมาใช้หมด ผมเลยถามเค้าไปว่า เครื่องบดตัวไหนรสชาติดีที่สุดในโลก เค้าก็ตอบผมมาว่า “เครื่องบดที่ดีที่สุดในโลกไม่มี มีแต่ดีที่สุดสำหรับเรา อยู่ที่ว่าเราชอบแบบไหน เครื่องบดบางตัวที่สกัดกาแฟได้ดีมากๆ เราอาจจะไม่ชอบก็ได้ อย่างเช่น บอดี้เยอะไป หรือ เปรี้ยวมากเปรี้ยวน้อย คุณภาพกับความชอบนั้นเป็นคนละเรื่องกัน” มันก็คงจะเหมือนกับส้มตำหรือยำมั้งครับ ที่ผมได้ยินมาว่าต้องเผ็ดและรสจัดถึงจะอร่อย แต่ส่วนตัวผมหน่ะกินเผ็ดได้ไม่มาก ถ้าเผ็ดไปสำหรับผมคือไม่อร่อยเลย

6. การใช้งาน

          เครื่องบดหลาย ๆ ตัวเราอาจจะมองที่ความสวยงามและวัสดุที่ดี บางทีอาจจะไม่ได้ดูว่า เราใช้งานถนัดหรือเหมาะกับบาร์ทำงานของเราหรือไม่ เช่น ในบาร์ที่แคบ หรือเครื่องบดอยู่ชิดกับผนัง เราอาจจะใช้เครื่องบด Manual ที่มีก้านโดส ไม่สะดวก ควรจะใช้แบบ Auto หรือที่บางคนเรียกว่า Grind On Demand ซึ่งเราจะตั้งเวลาให้กาแฟบดออกมาตามเวลาที่เรากำหนด บางแบรนด์มีตราชั่งติดมาด้วย เพื่อตั้งปริมาณผงกาแฟที่จะใช้ว่าต้องการกี่กรัมกันเลย ยิ่งทำงานสะดวกมากขึ้นเท่าไหร่ ราคาก็จะสูงขึ้นตามไปมากขึ้นเท่านั้น หรือการใช้งานเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่างเช่น ก้านโดสกาแฟ (Dose) แบบ manual บางรุ่นด้ามยาว บางรุ่นด้ามสั้น จับไม่ถนัด หรือบางเครื่อง งานประกอบไม่ค่อยแน่น ทำให้การ Dose กาแฟไม่ไหลลื่น หรือผงกาแฟตกลงมาไม่ตรงกับก้านชงที่เราวางไว้ หกเลอะเทอะง่าย เป็นต้น

ส่วนเรื่องรายละเอียดการใช้งาน หากเราสนใจเครื่องบดตัวไหน ผมแนะนำให้ถามบาริสต้าที่ใช้อยู่เป็นประจำเลยครับว่าดีไหม ใช้สะดวกหรือไม่ หรือหากใช้เครื่องนี้มีเทคนิคอะไร แนะนำรึเปล่า ผมเชื่อว่าบาริสต้าทุกท่านยินดีตอบทุกคนครับ       

7. แบรนด์ และ สัญชาต

ข้อนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผมล้วน ๆ ตามที่ผมเคยใช้งานมาหลาย ๆ ตัวและสัมผัสมา นะครับ ซึ่งอาจไม่ได้รวมถึงเครื่องบดตัวพิเศษหรือรุ่นใหม่ ๆ ของแต่ละแบรนด์ครับ

– เครื่องบดกาแฟส่วนใหญ่จะมาจากทาง Italy ครับ เรื่องงานประกอบและวัสดุ มั่นใจหายห่วงได้เลย รสชาติเข้มข้นจัดจ้าน ชัดเจน ถ้าเป็นรุ่น Top ของแต่ละแบรนด์ จะให้รสชาติที่หลากหลายและมีความหวานของกาแฟมากขึ้น หากเป็นเฟืองแบบ Conical รสชาติจะนุ่มนวลกว่าและมีรสหลากหลายมากขึ้นครับ

– เครื่องบดจากทาง Spain ก็เน้นการใช้งานแบบลื่นไหลและมีนวัตกรรมใหม่ ๆ มานำเสนออยู่เรื่อยๆ รสชาติจะมีความนุ่มนวล ดื่มง่าย และถ้าเป็นรุ่น Conical ก็จะคล้าย ๆ กับ Italy ครับ แต่จะเน้นความลื่นไหลของรสชาติตามแบบฉบับของทางแบรนด์มากกว่า

– เครื่องบดสัญชาติ Germany และ Swiss จะเน้นรสชาติที่ครบรส กลมกล่อม และซับซ้อน ซึ่งราคาก็ถือว่าสูงตามคุณภาพเลยครับ

– เครื่องบดจาก จีนและเกาหลี เรื่องรสชาติ จะคล้าย ๆ กับเครื่องบด Spain ครับ แต่ว่างานประกอบและความลื่นไหลในการใช้งานจะดีไม่เท่า ส่วนข้อดีคือ วัสดุตัวเครื่องถือได้ว่าแข็งแรงทนทาน และที่สำคัญราคาค่อนข้างถูกมาก ๆ ครับ ราคาห่างกันอย่างน้อยเกือบครึ่งนึงเลยครับ โดยเทียบกับเครื่องบดของ Spain และ Italy หากใครไม่ได้เน้นแบรนด์ หรือจริงจังกับรสชาติมาก เครื่องบดจากจีนและเกาหลี ก็เป็นทางเลือกที่ดีมาก ถ้าเราอยากจะประหยัดงบครับ

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 7 ข้อในการเลือกดูเครื่องบดกาแฟ น่าจะพอช่วยให้ตัวเลือกแคบลงบ้างนะครับ ผมจะขอสรุปเรื่องเครื่องบดแบบง่าย ๆ ว่าปัจจัยอะไรถึงทำให้เครื่องบดราคาสูง 4 ข้อ นั่นคือ รสชาติ, ความเร็ว, การใช้งาน และ วัสดุ ครับ

บทความนี้อาจจะยังไม่สมบูรณ์ หรือผิดพลาดประการใดแจ้งกันมาได้นะครับ ผมอาจจะสื่อสารและเรียบเรียงคำได้ไม่ดีเท่าที่ควร จะได้แก้ไขให้ดีขึ้นเพื่อผู้บริโภคจะได้รู้จักเครื่องบดกาแฟมากขึ้นครับ

สำหรับด้านล่างนี้จะเป็นตารางราคาเครื่องบดในแต่ละคลาส ซึ่งตัวเลขราคาที่ยกมาให้ดูนั้นมีขายอยู่จริงนะครับ ซึ่งเครื่องบดแต่ละตัวนั้น มีความเหมาะสมของเรื่องราคาตามจุดเด่นของแต่ละเครื่อง จะได้มีข้อมูลคร่าว ๆ ไว้เปรียบเทียบตามงบประมาณในการตัดสินใจเลือกซื้อครับผม ถ้าหากถามผมว่า เลือกเครื่องบดแบบแบบง่าย ๆ ไปเลย ผมก็จะขอตอบในความคิดผมเลยว่า 1. งบในการซื้อ 2. การใช้งาน 3. ความเร็ว 4. วัสดุ 5. รสชาติ แต่ถ้าบอกว่างบไม่อั้นผมจะเลือก 1. รสชาติ (ตามความชอบ) 2. การใช้งาน 3. ความเร็ว วัสดุไม่ต้องพูดถึงครับ ราคาแรงแข็งแรงแน่นอนครับผม

Type Manual Auto
Flat Burr 50 mm. 9,900 – 14,900 THB. 15,000 THB.
Flat Burr 58 – 60 mm. 18,500 – 25,740 THB. 31,100 THB.
Flat Burr 64 – 65 mm. 1ุ6,000 – 34,350 THB. 17,000 – 45,000 – 97,000 THB.
Flat Burr 71 – 83 mm. 34,000 THB. 38,00 – 92,000 THB.
Conical Burr 63 – 68 mm. 62,250 THB. 65,000 – 82,100 THB.
Conical Burr 71 mm. 75,000 – 106,800 THB.

          

          ส่วนทาง THE ALISONS เราก็มีเครื่องบดกาแฟ จัดจำหน่ายหลายแบรนด์ ท่านสามารถคลิกเลือกดูใน Link นี้ได้เลยครับ https://www.thealisonscnx.com/product-category/coffee-grinder/

——————
ทักทายพวกเราได้ที่ :
Line @ : https://line.me/R/ti/p/%40thealisons
Instagram : https://www.instagram.com/the_alisons/
Website : https://www.thealisonscnx.com/

——————

source :  https://www.home-barista.com/

วิธีเลือกเครื่องชงกาแฟ

“ซื้อเครื่องชงกาแฟสดเครื่องนึง ควรดูอะไรบ้าง?”

  • HIGHLIGHT : 

    • – ราคาเครื่องชงนั้น ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการชงต่อเนื่อง ยิ่งเครื่องใดชงกาแฟได้คุณภาพเหมือนๆกันทุกแก้วต่อเนื่องมากกว่าก็จะราคาสูงขึ้น
    •  – ส่วน Hi-End นั้น มากกว่าการชงต่อเนื่องคือรสชาติที่ชัดเจนของกาแฟ จริงๆ แล้วเรื่องรสชาตินั้นขึ้นอยู่กับรสนิยมผู้ดื่มด้วย แล้วแต่ความชอบครับ

__________________________________

หากใครสนใจที่จะทำร้านกาแฟสดแล้วล่ะก็ อยากให้อ่านบทความนี้ประกอบการตัดสินใจ เพราะการทำร้านกาแฟโดยส่วนใหญ่มักจะต้องใช้ Espresso Machine หรือ เครื่องชงกาแฟสดแบบอัดแรงดัน เราควรจะเลือกใช้เครื่องแบบใด ทำไมเครื่องชงบางเครื่องถึงมีราคาสูง ขนาดที่ว่าซื้อรถยนต์ ได้ 1 คันเลย

บทความนี้ผมเลยจะขอแนะนำว่า หากเราต้องการเลือกซื้อเครื่องชงกาแฟสดที่ใช้สำหรับค้าขายนั้นควรดูอะไรบ้าง แต่ละแบบราคาประมาณเท่าไหร่ ราคาที่จะบอกในบทความนี้ไม่ได้ต้องการชี้นำหรือตำหนิแต่อย่างใด แต่อยากให้ผู้อ่านได้เข้าใจและรู้จักช่วงราคาของสินค้าแต่ละประเภทนั้นๆ และเลือกเครื่องให้เหมาะกับงบและแบบที่ชอบครับ

1. ระบบเครื่อง

ก่อนอื่นเราจะต้องรู้จักระบบเครื่องก่อน เพราะนี่คือปัจจัยแรกครับ ระบบเครื่องระดับ Commercial แบ่งหลักๆ ออกเป็น  2 แบบ คือ

  • 1. Heat Exchange (HX) หรือการแลกเปลี่ยนความร้อน โดยคร่าวๆ คือ เครื่องชงกาแฟจะมี Boiler หรือ หม้อต้ม เพียงชิ้นเดียว เครื่องชงจะดูดน้ำเข้าไปทำความร้อนในหม้อต้ม และจะมีอีกท่อน้ำอีกชิ้นวิ่งผ่านใน Boiler เพื่อไปชงกาแฟ ดังที่เห็นตามภาพครับ

ซึ่งน้ำใน Boiler จะใช้ในก้านสตีม และน้ำร้อน ส่วนหัวชงกาแฟจะเป็นคนล่ะส่วนกัน โดยทั่วไปเครื่องชงระบบนี้จะถูกตั้งแรงดัน Boiler ประมาณ 1.2 bar เพื่อให้ได้ตามอุณหภูมิน้ำชงกาแฟที่ 94c  ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่มักจะใช้ในการชง หากต้องการให้อุณหภูมิสูงขึ้นหรือลดลง ก็ปรับแรงดัน Boiler ตามต้องการ เนื่องด้วยมี boiler เพียงชิ้นเดียว ไม่ว่าเครื่องชงจะมีกี่หัวชง ก็จะใช้ความร้อนจากน้ำจากแหล่งเดียวกัน ซึ่งหมายความว่าเครื่องชงไม่สามารถชงกาแฟได้ต่อเนื่องได้มาก  ยิ่งมีการกดน้ำร้อนไปใช้รวมถึงการสตีมนมด้วย  อุณหภูมิในหม้อต้มก็จะยิ่งลดลง ยิ่งชงต่อเนื่องอุณหภูมิแก้วต่อไปก็จะลดลงเรื่อยๆ คุณภาพต่อแก้วก็จะไม่เท่ากัน ขอยกตัวอย่างเครื่องชงหัวเดียว หากใน 10 นาที ต้องชงกาแฟ 10 แก้ว คุณภาพ แก้วที่ 10 จะไม่ดีเท่าแก้วแรกๆ แน่นอนเพราะน้ำร้อนน้อยลง แต่หากว่า การชงต่อเนื่องของเราเว้นช่วง 3 – 5 นาที แบบนี้ก็จะไม่มีปัญหา น้ำจะร้อนทันแน่นอน แต่ก็ขึ้นอยู่กับขนาด Boiler อีกทีครับ

  • 2. Dual Boiler และ Multi Boiler ทั้ง 2 แบบนี้ โดยทั่วไป คล้ายกัน แต่ต่างกันที่ Dual Boiler นั้นจะใช้ เรียกสำหรับเครื่องชงหัวเดียว และ Multi Boiler เป็นเครื่องชง 2 หัวกรุ๊ป ขึ้นไป โดยคร่าวๆ จะคล้ายกับ HX แต่ Boiler น้ำร้อนและสตีมนม กับ Boiler หัวชงกาแฟจะแยกกัน ทำให้เราสามารถชงต่อเนื่องได้มากขึ้น และอีกอย่างหนึ่งคือ เราสามารถปรับอุณหภูมิหัวชงกาแฟผ่านระบบดิจิตอลได้เลย เครื่องชงระดับ Hi-End ก็จะใช้ระบบนี้กันครับ ด้วยการชงต่อเนื่องที่สบายๆ แต่เครื่องชงประเภทนี้จะกินกำลังไฟมากกว่าระบบ HX เพราะมีปริมาณ Boiler ที่เยอะกว่า และจะใช้กำลังไฟมากขึ้นเพื่อทำความร้อนให้ทันต่อการใช้งานครับ

2. ขนาด Boiler

ราคาเครื่องชงนั้นนอกจากระบบแล้วก็มาที่ ขนาด Boiler ครับ เครื่องชงแบบ HX หัวเดียว มีขนาดตั้งแต่ประมาณ 2 – 6 ลิตร แล้วแต่รุ่นและแบรนด์

ราคาขนาด 2-3 ลิตร เริ่มต้นราวๆ 40,000 – 60,000 บาท ส่วน 4-6 ลิตร ราคาอยู่ที่ประมาณ 60,000 100,000 บาท ครับ ระบบ HX 2 หัวกรุ๊ป จะมีประเภท Compact ลักษณะเป็น 2 หัวกรุ๊ป แต่ขนาด Boiler ประมาณ 6-8 ลิตร ราคาจะอยู่ประมาณ 80,000 – 140,000 บาท ส่วนขนาด Boiler สำหรับ 2 หัวกรุ๊ปทั่วไปคือประมาณ 11 ลิตร ราคาจะอยู่ที่ช่วง 100,000 – 200,000 บาท เครื่องชง HX แบบคันโยกจะอยู่ที่ประมาณ 180,000 บาท หากเป็นเครื่องระดับ Hi-End จะอยู่ที่ประมาณ 400,000 บาท เครื่องชงระดับ Dual Boiler หรือ Multi Boiler ขนาด 1 กรุ๊ป จะมี Boiler ชง 0.75 ลิตร และ Boiler น้ำร้อนและสตีม 2 ลิตร จะอยู่ที่ประมาณ 120,000 – 160,000 บาท ระดับ Hi-End ราคาประมาณ 400,000 บาท ระบบ Multi Boiler 2 กรุ๊ป Boiler ชง 1.2 ลิตร และ Boiler น้ำร้อนและสตีม 8 ลิตร นั้น เริ่มต้นที่ 250,000 – 400,000 บาท ในระดับ Hi-End อยู่ที่ราคา 500,000 – 800,000 บาท ครับผม

3. รสชาติกาแฟจากเครื่องชง Commercial และ Hi-End

ที่ผ่านมาเราจะมีการพูดถึง Hi-End Espresso Machine และมันคืออะไร จากข้อที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่า ราคาเครื่องชงนั้น ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการชงต่อเนื่อง ยิ่งเครื่องใดชงกาแฟได้คุณภาพเหมือนๆกันทุกแก้วต่อเนื่องมากกว่าก็จะราคาสูงขึ้น ส่วน Hi-End นั้น มากกว่าการชงต่อเนื่องคือรสชาติที่ชัดเจนของกาแฟ จริงๆ แล้วเรื่องรสชาตินั้นขึ้นอยู่กับรสนิยมผู้ดื่มด้วย แล้วแต่ความชอบครับ

เครื่อง Hi- End จะมีอัตราการจ่ายน้ำและการปล่อยความนุ่มนวลของแรงดัน ซึ่งแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อก็จะมีแนวคิดที่จะดึงรสชาติกาแฟแก้วนั้นๆ ให้อร่อย  และชัดเจนมากขึ้น ตามเอกลักษณ์ของตนเอง สำหรับผมก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่า Hi-End นั้นให้รสชาติที่ดีกว่า แต่หากถามกลับว่าจำเป็นไหม ผมว่าเครื่อง Hi-End นั้นสร้างขึ้นมาส่วนหนึ่งเพื่อรองรับการดื่มกาแฟแบบเสพ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ดื่มกาแฟแก้ง่วง คล้ายๆ กับการกินไวน์ ที่ไม่เพียงทานเพื่อได้รับแอลกอฮอล์ แต่ผู้ดื่มต้องการเสพรสชาติของไวน์ขวดนั้นๆด้วย หากเราทำร้านกาแฟที่ไม่ได้คิดถึงเรื่อง การเสพกาแฟแบบไวน์แล้วล่ะก็ เครื่องชง Commercial ก็เพียงพอแล้วครับ ส่วนเครื่องชงแบบคันโยกก็จะให้รสชาติที่ดีคล้ายเครื่อง Hi-End เนื่องจากมีการปล่อยแรงดันที่นุ่มนวลเช่นเดียวกัน แต่ข้อเสียคือใช้งานต่อเนื่องลำบากและไม่สามารถตั้งอุณหภูมิน้ำได้  โดยส่วนใหญ่เครื่อง Hi-End และเครื่องคันโยกจะไม่มี ปั้มน้ำดูดเข้ามาในเครื่องมาให้ จะต้องต่อน้ำประปาผ่านเครื่องกรองหรือต้องหาปั้มน้ำมาใช้หากเราต้องการจุ่มถังครับ

4. เครื่องชงตัวเล็ก

จากข้อต่างๆ ที่กล่าวมา เราจะเห็นได้ว่า เครื่องชงกาแฟนั้นราคาสูงเอาเรื่องเหมือนกัน หากเราจะทำร้านกาแฟสด เราสามารถใช้เครื่องที่ราคาต่ำกว่านี้ได้รึเปล่า คำตอบสำหรับผมคือ “ได้ครับ” แต่การชงที่ต่อเนื่องและรสชาติอาจจะไม่ดีเท่า

ผมเห็นเครื่องชงตัวเล็กที่สุด ที่ชงได้รสชาติได้ดีเทียบเคียงเครื่องใหญ่ เพราะสามารถใส่กาแฟได้มากถึง 20g. แต่ว่าเราจะต้องเติมน้ำเองเพราะเครื่องจะไม่มี   ปั้มน้ำมาให้ครับ จริงๆ แล้วเครื่องชงตัวนั้นผลิตมาสำหรับ Home Use ราคาก็อยู่ที่ราวๆ 18,000 – 20,000 บาท มีขายค่อนข้างหลายแบรนด์ครับ หากจะซื้อเครื่องชงขนาดเล็กผมแนะนำให้ซื้อเครื่องชงที่เราสามารถใช้ผงกาแฟจากเครื่องบดที่เราต้องซื้อแยก เพราะสามารถปรับความหยาบละเอียดของผงกาแฟได้มากกว่า เครื่องชงที่มีเครื่องบดติดในเครื่องส่วนมากจะบดละเอียดได้ไม่มาก และส่วนใหญ่เครื่องชงที่มีเครื่องบดติดมากับเครื่องรุ่นที่บดกาแฟได้ดีจะมีราคาสูงพอๆกับเครื่องชง Commercial เลยครับ เครื่องชงตัวเล็กที่ขนาด Boiler ใหญ่ขึ้นก็จะมีปั้มดูดน้ำมาให้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็น Vibration Pump หรือปั้มสั่น แต่จะไม่ทนทานและเสถียรเท่า Rotary Pump ที่มีประสิทธิภาพดีกว่า จ่ายแรงดันต่อเนื่องได้คงที่มากกว่า อายุการใช้งานก็มากกว่าเช่นกัน แต่ราคาก็จะสูงตามไปด้วย หากเราไม่ได้ชงกาแฟต่อเนื่องในปริมาณที่มาก เครื่องชง Vibration Pump ก็เพียงพอต่อการใช้งานครับ

5. วัสดุ

เราจะเห็นได้ว่า ทำไมเครื่องแต่ละตัวถึงมีราคาที่ต่างกัน ทำไมถึงแต่ละยี่ห้อถึงไม่ขายราคาเท่ากันทั้งๆที่ระบบเครื่องก็เหมือนกัน ขนาด Boiler ก็เท่ากัน หรือว่า บางยี่ห้อ อยากขายได้ราคาสูงเพื่อจะได้กำไรมากกว่า แต่จริงๆ แล้ว แต่ละเครื่องแต่ละยี่ห้อนั้นที่ราคาต่างกันส่วนหนึ่งมาจากเรื่องวัสดุด้วย อย่างเช่น วัสดุของ Boiler สแตนเลสจะทนทานจากการถูกกัดกร่อนของแร่ธาตุในน้ำได้ดีกว่า Boiler ทองแดง, ความหนาบางของโลหะที่ใช้, มีการใช้วัสดุเป็นพลาสติก, วัสดุปกปิดไม่มิดชิดทั้งหมด อย่างเช่นบางยี่ห้อปิดมิดชิดด้านล่างเครื่องทั้งหมดเพื่อไม่ให้มีหนูหรือสัตว์อื่นๆ เข้าไปได้ บางยี่ห้อก็เปิดโล่งเพื่อที่จะลดต้นทุน ลูกค้าจะได้ซื้อเครื่องได้ง่ายขึ้นเนื่องจากราคาไม่สูงเท่าไหร่ ซึ่งทั้งหมดส่วนใหญ่ไม่มีผลกับรสชาติกาแฟ จะเป็นเรื่องของความทนทานเสียมากกว่า ส่วนเครื่องระดับ Hi-End ที่ราคาสูงไม่ได้มีดีแค่เรื่องรสชาติเพียงอย่างเดียวครับ แต่จะมีดีไซน์ และวัสดุที่ดี อย่างเช่นบางแบรนด์ใช้สแตนเลสที่เป็น Food Grade ทั้งเครื่อง ถึงแม้จะชิ้นส่วนนั้นจะไม่สัมผัสกับน้ำหรือกาแฟก็ตาม

6. แบรนด์ และ สัญชาติของเครื่อง

ส่วนตัวผม ผมว่าเครื่องชงแต่ละแบรนด์และสัญชาตินั้นดีหมด อยู่ที่ว่าเราชอบแบบไหน บางคนชอบ Italy มากๆ  เพราะ Italy ถือได้ว่าเป็นแบรนด์แรกๆ และ Original สุดๆ

แต่สำหรับผม เครื่องจาก USA, Spain, Netherlands, China ก็ดีเช่นกันในแต่ละระดับของเครื่องนั้นๆ สำคัญที่ว่าเราซื้อเครื่องแบรนด์ไหนหากชิ้นส่วนใดเสียขึ้นมา ผู้นำเข้าหรือผู้จัดจำหน่ายนั้นมีอะไหล่สต๊อคไว้รึเปล่า นี่คือสิ่งสำคัญมากๆครับ บางทีเราอาจจะคิดว่าซ่อมไม่กี่บาท หลักร้อย หรือหลักพันต้นๆ แต่หากไม่มีอะไหล่ กว่าจะซ่อมเสร็จก็อาจจะกินเวลาหลายวัน ซึ่งสามารถทำให้เราศูนย์เสียรายได้ต่อวันได้เลย  รวมถึงเรื่องช่างเซอร์วิสด้วยเช่นกันครับ เครื่องชงกาแฟไม่ใช่ว่าช่างอะไรก็ซ่อมได้เราควรให้ช่างเฉพาะทางซ่อมดีกว่า หากร้านเราตั้งที่ไกลตัวเมืองมากก็ควรหาช่างตามพื้นที่ไว้ หรือเลือกเครื่องที่ผู้จัดจำหน่ายสามารถไปดูแลหรือซ่อมเครื่องชงเราได้ทันครับ

7. การใช้งาน

เรื่องการใช้งานเครื่องก็สำคัญเหมือนกัน อาจจะไม่ใช่อันดับต้นๆ ที่เรานึกถึง แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เครื่องชงแต่ละรุ่นมีราคาที่แตกต่างกัน เพราะมันจะเกี่ยวกับความสะดวกสบายในการทำงาน  ทำให้เราสามารถชงกาแฟเสริฟลูกค้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวดเร็วขึ้น เครื่องชงบางรุ่นในแบรนด์เดียวกัน ทำเสปคเครื่องภายในออกมาเหมือนกันทุกอย่างต่างกันที่ เครื่องนึงสามารถนำแก้วขนาด 16 oz.มาวางรองช๊อตกาแฟได้เพื่อจะทำงานได้ไวขึ้น ในขณะที่อีกเครื่องสามารถทำได้เพียงน้ำแก้วขนาด 6 oz. มารองช็อตกาแฟเท่านั้น หรือก้านสตีมนมบางเครื่องใช้แบบหมุนบางคนอาจจะไม่ชอบเพราะกะความแรงไม่ถูก  แต่ข้อดีคือสามารถปรับระดับความแรงได้ และบางเครื่องที่เป็นแบบสับระดับเดียวสะดวกจริงเพราะไม่ต้องกะความแรงอะไรเลยแต่บางแบรนด์ก็แรงเกินไปทำให้บาริสต้ามือใหม่อาจจะทำงานลำบากในการสตีมนม หรือจะเป็นเรื่องความยาวของก้านสตีม ยิ่งยาวก็จะทำให้เราทำงานได้ง่ายและสะดวกมากกว่าครับ หรือจะเป็นเครื่องชงแบบ Manual คือเราจะต้องเปิดปิดหัวชงเอง กับเครื่องชงแบบ Volumetric ที่สามารถปรับตั้งระดับน้ำได้ มีประโยชน์มากครับหากเราทำงานแล้วยุ่งๆ ไม่สามารถมากดสวิตซ์หยุดช๊อตกาแฟได้ทัน ยิ่งเราอยากได้เครื่องชงกาแฟที่สะดวกในการทำงานเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีราคาที่สูงขึ้นตามมาเช่นกันครับ

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นการเลือกเครื่องชงของผมเอง อาจจะไม่ถูกต้อง 100% เห็นต่างกันไปบ้าง หากบทความนี้ผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย สามารถแนะนำกันเข้ามาได้ครับ เพื่อให้บทความนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้เครื่องชงกาแฟถึงแม้จะมีอายุเป็น 10 – 20 ปีก็จริง แต่ระหว่างนั้นเราก็ต้องดูแล และบำรุงเครื่อง ไม่ต่างจากรถยนต์ หมั่นตรวจเช็คเปลี่ยนอะไหล่เครื่องตามคำแนะนำของผู้ขายหรือช่าง เราจะได้ใช้เครื่องของเราได้นานๆ ครับ.

 

               ส่วนทาง THE ALISONS เราก็มีเครื่องบดกาแฟ จัดจำหน่ายหลายแบรนด์ ท่านสามารถคลิกเลือกดูได้ใน Link นี้ได้เลยครับ https://www.thealisonscnx.com/product-category/espresso-machine/

——————
ทักทายพวกเราได้ที่ :
Line @ : https://line.me/R/ti/p/%40thealisons
Instagram : https://www.instagram.com/the_alisons/
Website : https://www.thealisonscnx.com/

——————

source : 

Photo : Unsplash

#THEALISONS #Infographic #coffeeinfographic #เดอะอาลีซันบริการดุจญาติฝ่ายแม่ #เครื่องชงกาแฟ #เครื่องบดกาแฟ
#เครื่องกรองน้ำBWT