วิธีเลือกเครื่องชงกาแฟ

by | Nov 29, 2017 | Blog

“ซื้อเครื่องชงกาแฟสดเครื่องนึง ควรดูอะไรบ้าง?”

  • HIGHLIGHT : 

    • – ราคาเครื่องชงนั้น ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการชงต่อเนื่อง ยิ่งเครื่องใดชงกาแฟได้คุณภาพเหมือนๆกันทุกแก้วต่อเนื่องมากกว่าก็จะราคาสูงขึ้น
    •  – ส่วน Hi-End นั้น มากกว่าการชงต่อเนื่องคือรสชาติที่ชัดเจนของกาแฟ จริงๆ แล้วเรื่องรสชาตินั้นขึ้นอยู่กับรสนิยมผู้ดื่มด้วย แล้วแต่ความชอบครับ

__________________________________

หากใครสนใจที่จะทำร้านกาแฟสดแล้วล่ะก็ อยากให้อ่านบทความนี้ประกอบการตัดสินใจ เพราะการทำร้านกาแฟโดยส่วนใหญ่มักจะต้องใช้ Espresso Machine หรือ เครื่องชงกาแฟสดแบบอัดแรงดัน เราควรจะเลือกใช้เครื่องแบบใด ทำไมเครื่องชงบางเครื่องถึงมีราคาสูง ขนาดที่ว่าซื้อรถยนต์ ได้ 1 คันเลย

บทความนี้ผมเลยจะขอแนะนำว่า หากเราต้องการเลือกซื้อเครื่องชงกาแฟสดที่ใช้สำหรับค้าขายนั้นควรดูอะไรบ้าง แต่ละแบบราคาประมาณเท่าไหร่ ราคาที่จะบอกในบทความนี้ไม่ได้ต้องการชี้นำหรือตำหนิแต่อย่างใด แต่อยากให้ผู้อ่านได้เข้าใจและรู้จักช่วงราคาของสินค้าแต่ละประเภทนั้นๆ และเลือกเครื่องให้เหมาะกับงบและแบบที่ชอบครับ

1. ระบบเครื่อง

ก่อนอื่นเราจะต้องรู้จักระบบเครื่องก่อน เพราะนี่คือปัจจัยแรกครับ ระบบเครื่องระดับ Commercial แบ่งหลักๆ ออกเป็น  2 แบบ คือ

  • 1. Heat Exchange (HX) หรือการแลกเปลี่ยนความร้อน โดยคร่าวๆ คือ เครื่องชงกาแฟจะมี Boiler หรือ หม้อต้ม เพียงชิ้นเดียว เครื่องชงจะดูดน้ำเข้าไปทำความร้อนในหม้อต้ม และจะมีอีกท่อน้ำอีกชิ้นวิ่งผ่านใน Boiler เพื่อไปชงกาแฟ ดังที่เห็นตามภาพครับ

ซึ่งน้ำใน Boiler จะใช้ในก้านสตีม และน้ำร้อน ส่วนหัวชงกาแฟจะเป็นคนล่ะส่วนกัน โดยทั่วไปเครื่องชงระบบนี้จะถูกตั้งแรงดัน Boiler ประมาณ 1.2 bar เพื่อให้ได้ตามอุณหภูมิน้ำชงกาแฟที่ 94c  ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่มักจะใช้ในการชง หากต้องการให้อุณหภูมิสูงขึ้นหรือลดลง ก็ปรับแรงดัน Boiler ตามต้องการ เนื่องด้วยมี boiler เพียงชิ้นเดียว ไม่ว่าเครื่องชงจะมีกี่หัวชง ก็จะใช้ความร้อนจากน้ำจากแหล่งเดียวกัน ซึ่งหมายความว่าเครื่องชงไม่สามารถชงกาแฟได้ต่อเนื่องได้มาก  ยิ่งมีการกดน้ำร้อนไปใช้รวมถึงการสตีมนมด้วย  อุณหภูมิในหม้อต้มก็จะยิ่งลดลง ยิ่งชงต่อเนื่องอุณหภูมิแก้วต่อไปก็จะลดลงเรื่อยๆ คุณภาพต่อแก้วก็จะไม่เท่ากัน ขอยกตัวอย่างเครื่องชงหัวเดียว หากใน 10 นาที ต้องชงกาแฟ 10 แก้ว คุณภาพ แก้วที่ 10 จะไม่ดีเท่าแก้วแรกๆ แน่นอนเพราะน้ำร้อนน้อยลง แต่หากว่า การชงต่อเนื่องของเราเว้นช่วง 3 – 5 นาที แบบนี้ก็จะไม่มีปัญหา น้ำจะร้อนทันแน่นอน แต่ก็ขึ้นอยู่กับขนาด Boiler อีกทีครับ

  • 2. Dual Boiler และ Multi Boiler ทั้ง 2 แบบนี้ โดยทั่วไป คล้ายกัน แต่ต่างกันที่ Dual Boiler นั้นจะใช้ เรียกสำหรับเครื่องชงหัวเดียว และ Multi Boiler เป็นเครื่องชง 2 หัวกรุ๊ป ขึ้นไป โดยคร่าวๆ จะคล้ายกับ HX แต่ Boiler น้ำร้อนและสตีมนม กับ Boiler หัวชงกาแฟจะแยกกัน ทำให้เราสามารถชงต่อเนื่องได้มากขึ้น และอีกอย่างหนึ่งคือ เราสามารถปรับอุณหภูมิหัวชงกาแฟผ่านระบบดิจิตอลได้เลย เครื่องชงระดับ Hi-End ก็จะใช้ระบบนี้กันครับ ด้วยการชงต่อเนื่องที่สบายๆ แต่เครื่องชงประเภทนี้จะกินกำลังไฟมากกว่าระบบ HX เพราะมีปริมาณ Boiler ที่เยอะกว่า และจะใช้กำลังไฟมากขึ้นเพื่อทำความร้อนให้ทันต่อการใช้งานครับ

2. ขนาด Boiler

ราคาเครื่องชงนั้นนอกจากระบบแล้วก็มาที่ ขนาด Boiler ครับ เครื่องชงแบบ HX หัวเดียว มีขนาดตั้งแต่ประมาณ 2 – 6 ลิตร แล้วแต่รุ่นและแบรนด์

ราคาขนาด 2-3 ลิตร เริ่มต้นราวๆ 40,000 – 60,000 บาท ส่วน 4-6 ลิตร ราคาอยู่ที่ประมาณ 60,000 100,000 บาท ครับ ระบบ HX 2 หัวกรุ๊ป จะมีประเภท Compact ลักษณะเป็น 2 หัวกรุ๊ป แต่ขนาด Boiler ประมาณ 6-8 ลิตร ราคาจะอยู่ประมาณ 80,000 – 140,000 บาท ส่วนขนาด Boiler สำหรับ 2 หัวกรุ๊ปทั่วไปคือประมาณ 11 ลิตร ราคาจะอยู่ที่ช่วง 100,000 – 200,000 บาท เครื่องชง HX แบบคันโยกจะอยู่ที่ประมาณ 180,000 บาท หากเป็นเครื่องระดับ Hi-End จะอยู่ที่ประมาณ 400,000 บาท เครื่องชงระดับ Dual Boiler หรือ Multi Boiler ขนาด 1 กรุ๊ป จะมี Boiler ชง 0.75 ลิตร และ Boiler น้ำร้อนและสตีม 2 ลิตร จะอยู่ที่ประมาณ 120,000 – 160,000 บาท ระดับ Hi-End ราคาประมาณ 400,000 บาท ระบบ Multi Boiler 2 กรุ๊ป Boiler ชง 1.2 ลิตร และ Boiler น้ำร้อนและสตีม 8 ลิตร นั้น เริ่มต้นที่ 250,000 – 400,000 บาท ในระดับ Hi-End อยู่ที่ราคา 500,000 – 800,000 บาท ครับผม

3. รสชาติกาแฟจากเครื่องชง Commercial และ Hi-End

ที่ผ่านมาเราจะมีการพูดถึง Hi-End Espresso Machine และมันคืออะไร จากข้อที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่า ราคาเครื่องชงนั้น ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการชงต่อเนื่อง ยิ่งเครื่องใดชงกาแฟได้คุณภาพเหมือนๆกันทุกแก้วต่อเนื่องมากกว่าก็จะราคาสูงขึ้น ส่วน Hi-End นั้น มากกว่าการชงต่อเนื่องคือรสชาติที่ชัดเจนของกาแฟ จริงๆ แล้วเรื่องรสชาตินั้นขึ้นอยู่กับรสนิยมผู้ดื่มด้วย แล้วแต่ความชอบครับ

เครื่อง Hi- End จะมีอัตราการจ่ายน้ำและการปล่อยความนุ่มนวลของแรงดัน ซึ่งแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อก็จะมีแนวคิดที่จะดึงรสชาติกาแฟแก้วนั้นๆ ให้อร่อย  และชัดเจนมากขึ้น ตามเอกลักษณ์ของตนเอง สำหรับผมก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่า Hi-End นั้นให้รสชาติที่ดีกว่า แต่หากถามกลับว่าจำเป็นไหม ผมว่าเครื่อง Hi-End นั้นสร้างขึ้นมาส่วนหนึ่งเพื่อรองรับการดื่มกาแฟแบบเสพ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ดื่มกาแฟแก้ง่วง คล้ายๆ กับการกินไวน์ ที่ไม่เพียงทานเพื่อได้รับแอลกอฮอล์ แต่ผู้ดื่มต้องการเสพรสชาติของไวน์ขวดนั้นๆด้วย หากเราทำร้านกาแฟที่ไม่ได้คิดถึงเรื่อง การเสพกาแฟแบบไวน์แล้วล่ะก็ เครื่องชง Commercial ก็เพียงพอแล้วครับ ส่วนเครื่องชงแบบคันโยกก็จะให้รสชาติที่ดีคล้ายเครื่อง Hi-End เนื่องจากมีการปล่อยแรงดันที่นุ่มนวลเช่นเดียวกัน แต่ข้อเสียคือใช้งานต่อเนื่องลำบากและไม่สามารถตั้งอุณหภูมิน้ำได้  โดยส่วนใหญ่เครื่อง Hi-End และเครื่องคันโยกจะไม่มี ปั้มน้ำดูดเข้ามาในเครื่องมาให้ จะต้องต่อน้ำประปาผ่านเครื่องกรองหรือต้องหาปั้มน้ำมาใช้หากเราต้องการจุ่มถังครับ

4. เครื่องชงตัวเล็ก

จากข้อต่างๆ ที่กล่าวมา เราจะเห็นได้ว่า เครื่องชงกาแฟนั้นราคาสูงเอาเรื่องเหมือนกัน หากเราจะทำร้านกาแฟสด เราสามารถใช้เครื่องที่ราคาต่ำกว่านี้ได้รึเปล่า คำตอบสำหรับผมคือ “ได้ครับ” แต่การชงที่ต่อเนื่องและรสชาติอาจจะไม่ดีเท่า

ผมเห็นเครื่องชงตัวเล็กที่สุด ที่ชงได้รสชาติได้ดีเทียบเคียงเครื่องใหญ่ เพราะสามารถใส่กาแฟได้มากถึง 20g. แต่ว่าเราจะต้องเติมน้ำเองเพราะเครื่องจะไม่มี   ปั้มน้ำมาให้ครับ จริงๆ แล้วเครื่องชงตัวนั้นผลิตมาสำหรับ Home Use ราคาก็อยู่ที่ราวๆ 18,000 – 20,000 บาท มีขายค่อนข้างหลายแบรนด์ครับ หากจะซื้อเครื่องชงขนาดเล็กผมแนะนำให้ซื้อเครื่องชงที่เราสามารถใช้ผงกาแฟจากเครื่องบดที่เราต้องซื้อแยก เพราะสามารถปรับความหยาบละเอียดของผงกาแฟได้มากกว่า เครื่องชงที่มีเครื่องบดติดในเครื่องส่วนมากจะบดละเอียดได้ไม่มาก และส่วนใหญ่เครื่องชงที่มีเครื่องบดติดมากับเครื่องรุ่นที่บดกาแฟได้ดีจะมีราคาสูงพอๆกับเครื่องชง Commercial เลยครับ เครื่องชงตัวเล็กที่ขนาด Boiler ใหญ่ขึ้นก็จะมีปั้มดูดน้ำมาให้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็น Vibration Pump หรือปั้มสั่น แต่จะไม่ทนทานและเสถียรเท่า Rotary Pump ที่มีประสิทธิภาพดีกว่า จ่ายแรงดันต่อเนื่องได้คงที่มากกว่า อายุการใช้งานก็มากกว่าเช่นกัน แต่ราคาก็จะสูงตามไปด้วย หากเราไม่ได้ชงกาแฟต่อเนื่องในปริมาณที่มาก เครื่องชง Vibration Pump ก็เพียงพอต่อการใช้งานครับ

5. วัสดุ

เราจะเห็นได้ว่า ทำไมเครื่องแต่ละตัวถึงมีราคาที่ต่างกัน ทำไมถึงแต่ละยี่ห้อถึงไม่ขายราคาเท่ากันทั้งๆที่ระบบเครื่องก็เหมือนกัน ขนาด Boiler ก็เท่ากัน หรือว่า บางยี่ห้อ อยากขายได้ราคาสูงเพื่อจะได้กำไรมากกว่า แต่จริงๆ แล้ว แต่ละเครื่องแต่ละยี่ห้อนั้นที่ราคาต่างกันส่วนหนึ่งมาจากเรื่องวัสดุด้วย อย่างเช่น วัสดุของ Boiler สแตนเลสจะทนทานจากการถูกกัดกร่อนของแร่ธาตุในน้ำได้ดีกว่า Boiler ทองแดง, ความหนาบางของโลหะที่ใช้, มีการใช้วัสดุเป็นพลาสติก, วัสดุปกปิดไม่มิดชิดทั้งหมด อย่างเช่นบางยี่ห้อปิดมิดชิดด้านล่างเครื่องทั้งหมดเพื่อไม่ให้มีหนูหรือสัตว์อื่นๆ เข้าไปได้ บางยี่ห้อก็เปิดโล่งเพื่อที่จะลดต้นทุน ลูกค้าจะได้ซื้อเครื่องได้ง่ายขึ้นเนื่องจากราคาไม่สูงเท่าไหร่ ซึ่งทั้งหมดส่วนใหญ่ไม่มีผลกับรสชาติกาแฟ จะเป็นเรื่องของความทนทานเสียมากกว่า ส่วนเครื่องระดับ Hi-End ที่ราคาสูงไม่ได้มีดีแค่เรื่องรสชาติเพียงอย่างเดียวครับ แต่จะมีดีไซน์ และวัสดุที่ดี อย่างเช่นบางแบรนด์ใช้สแตนเลสที่เป็น Food Grade ทั้งเครื่อง ถึงแม้จะชิ้นส่วนนั้นจะไม่สัมผัสกับน้ำหรือกาแฟก็ตาม

6. แบรนด์ และ สัญชาติของเครื่อง

ส่วนตัวผม ผมว่าเครื่องชงแต่ละแบรนด์และสัญชาตินั้นดีหมด อยู่ที่ว่าเราชอบแบบไหน บางคนชอบ Italy มากๆ  เพราะ Italy ถือได้ว่าเป็นแบรนด์แรกๆ และ Original สุดๆ

แต่สำหรับผม เครื่องจาก USA, Spain, Netherlands, China ก็ดีเช่นกันในแต่ละระดับของเครื่องนั้นๆ สำคัญที่ว่าเราซื้อเครื่องแบรนด์ไหนหากชิ้นส่วนใดเสียขึ้นมา ผู้นำเข้าหรือผู้จัดจำหน่ายนั้นมีอะไหล่สต๊อคไว้รึเปล่า นี่คือสิ่งสำคัญมากๆครับ บางทีเราอาจจะคิดว่าซ่อมไม่กี่บาท หลักร้อย หรือหลักพันต้นๆ แต่หากไม่มีอะไหล่ กว่าจะซ่อมเสร็จก็อาจจะกินเวลาหลายวัน ซึ่งสามารถทำให้เราศูนย์เสียรายได้ต่อวันได้เลย  รวมถึงเรื่องช่างเซอร์วิสด้วยเช่นกันครับ เครื่องชงกาแฟไม่ใช่ว่าช่างอะไรก็ซ่อมได้เราควรให้ช่างเฉพาะทางซ่อมดีกว่า หากร้านเราตั้งที่ไกลตัวเมืองมากก็ควรหาช่างตามพื้นที่ไว้ หรือเลือกเครื่องที่ผู้จัดจำหน่ายสามารถไปดูแลหรือซ่อมเครื่องชงเราได้ทันครับ

7. การใช้งาน

เรื่องการใช้งานเครื่องก็สำคัญเหมือนกัน อาจจะไม่ใช่อันดับต้นๆ ที่เรานึกถึง แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เครื่องชงแต่ละรุ่นมีราคาที่แตกต่างกัน เพราะมันจะเกี่ยวกับความสะดวกสบายในการทำงาน  ทำให้เราสามารถชงกาแฟเสริฟลูกค้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวดเร็วขึ้น เครื่องชงบางรุ่นในแบรนด์เดียวกัน ทำเสปคเครื่องภายในออกมาเหมือนกันทุกอย่างต่างกันที่ เครื่องนึงสามารถนำแก้วขนาด 16 oz.มาวางรองช๊อตกาแฟได้เพื่อจะทำงานได้ไวขึ้น ในขณะที่อีกเครื่องสามารถทำได้เพียงน้ำแก้วขนาด 6 oz. มารองช็อตกาแฟเท่านั้น หรือก้านสตีมนมบางเครื่องใช้แบบหมุนบางคนอาจจะไม่ชอบเพราะกะความแรงไม่ถูก  แต่ข้อดีคือสามารถปรับระดับความแรงได้ และบางเครื่องที่เป็นแบบสับระดับเดียวสะดวกจริงเพราะไม่ต้องกะความแรงอะไรเลยแต่บางแบรนด์ก็แรงเกินไปทำให้บาริสต้ามือใหม่อาจจะทำงานลำบากในการสตีมนม หรือจะเป็นเรื่องความยาวของก้านสตีม ยิ่งยาวก็จะทำให้เราทำงานได้ง่ายและสะดวกมากกว่าครับ หรือจะเป็นเครื่องชงแบบ Manual คือเราจะต้องเปิดปิดหัวชงเอง กับเครื่องชงแบบ Volumetric ที่สามารถปรับตั้งระดับน้ำได้ มีประโยชน์มากครับหากเราทำงานแล้วยุ่งๆ ไม่สามารถมากดสวิตซ์หยุดช๊อตกาแฟได้ทัน ยิ่งเราอยากได้เครื่องชงกาแฟที่สะดวกในการทำงานเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีราคาที่สูงขึ้นตามมาเช่นกันครับ

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นการเลือกเครื่องชงของผมเอง อาจจะไม่ถูกต้อง 100% เห็นต่างกันไปบ้าง หากบทความนี้ผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย สามารถแนะนำกันเข้ามาได้ครับ เพื่อให้บทความนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้เครื่องชงกาแฟถึงแม้จะมีอายุเป็น 10 – 20 ปีก็จริง แต่ระหว่างนั้นเราก็ต้องดูแล และบำรุงเครื่อง ไม่ต่างจากรถยนต์ หมั่นตรวจเช็คเปลี่ยนอะไหล่เครื่องตามคำแนะนำของผู้ขายหรือช่าง เราจะได้ใช้เครื่องของเราได้นานๆ ครับ.

 

               ส่วนทาง THE ALISONS เราก็มีเครื่องบดกาแฟ จัดจำหน่ายหลายแบรนด์ ท่านสามารถคลิกเลือกดูได้ใน Link นี้ได้เลยครับ https://www.thealisonscnx.com/product-category/espresso-machine/

——————
ทักทายพวกเราได้ที่ :
Line @ : https://line.me/R/ti/p/%40thealisons
Instagram : https://www.instagram.com/the_alisons/
Website : https://www.thealisonscnx.com/

——————

source : 

Photo : Unsplash

#THEALISONS #Infographic #coffeeinfographic #เดอะอาลีซันบริการดุจญาติฝ่ายแม่ #เครื่องชงกาแฟ #เครื่องบดกาแฟ
#เครื่องกรองน้ำBWT